วันพฤหัสบดีที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2564
โยนกนครไชยบุรีราชธานีศรีช้างแส่น
โยนกนครไชยบุรีราชธานีศรีช้างแส่น หรือ แคว้นโยนก (พ.ศ. ๑๒๐๐–๑๖๕๐) เป็นรัฐของชาวไทยวน ที่ตั้งอยู่แถบลุ่มน้ำโขงตอนกลาง อันเป็นที่ราบลุ่มของน้ำแม่กก เป็นที่ตั้งแหล่งชุมชนที่มีมาอย่างช้านานซึ่งเป็นอาณาจักรแรกของชนชาติไทย ตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ. ๑๒๐๐-๑๖๕๐ อาณาจักรโยนก ก็ล่มสลายลงเมื่อเกิดการแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ จึงอพยพย้ายเมืองหลวงมาเป็นเวียงปรึกษาแทน ซึ่งมีเรื่องราวปรากฏอยู่ในตำนานสิงหนติกุมาร (มีหลายชื่อเรียก เช่น ตำนานโยนกนครเชียงแสน ตำนานโยนกนคร ตำนานโยนกไชยบุรีศรีช้างแส่น แล้วแต่ผู้จารจะเขียนกำกับ แต่เนื้อหาคล้ายกันหมด) และตำนานพระธาตุดอยตุง ถ้ำปุ่ม ถ้ำปลา ถ้ำเปลวปล่องฟ้า แต่ยังไม่มีการค้นพบหลักฐานที่เก่าถึงยุคสมัยจริง
ตำนานสิงหนติกุมาร
ตามตำนานสิงหนติกุมาร (ไม่ใช่สิงหนวัติ หรือ สิงหนวติ เพราะไม่ปรากฏในเอกสารใบลานชั้นต้น ซึ่งปรากฏเพียง สิงหนติ) กล่าวว่า เจ้าสิงหนติราชกุมาร โอรสของพระเจ้าเทวกาลแห่งนครไทยเทศ หรือ เมืองราชคฤห์ ได้ทำการอพยพผู้คนออกจากนครไทยเทศ เดินทางไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ จนมาถึงชัยภูมิที่เคยเป็นแคว้นสุวรรณโคมคำในอดีต ไม่ไกลแม่น้ำโขงมากนัก ซึ่งตอนนั้นมีชาวลัวะอาศัยอยู่ตามป่าเขาในบริเวณดอยดินแดน (ดอยตุง) มีหัวหน้าชื่อ ปู่เจ้าลาวกุย เจ้าสิงหนติได้พบกับพญานาคชื่อพันธุนาคราช ซึ่งจำแลงกายเป็นพราหมณ์มาพูดคุย และแนะนำให้สร้างเมืองในที่บริเวณนั้น แล้วกลับเป็นพญานาคช่วยขุดคูเมืองให้ เจ้าสิงหนติจึงตั้งเมืองบริเวณนั้น และนำชื่อตนประสมกับชื่อพญานาคเป็นชื่อเมืองว่า เมืองนาคพันธุสิงหนตินคร จากนั้นเจ้าสิงหนติได้แผ่อำนาจปราบปรามเมืองอุโมงคเสลานคร ซึ่งเป็นเมืองของพวกขอม และมีอำนาจเหนือกลุ่มชนพื้นถิ่นดั้งเดิมในแถบนั้นทั้งหมด ในสมัยพญาพันธนติ กษัตริย์องค์ที่ ๒ ได้เปลี่ยนชื่อเมืองมาเป็น เมืองโยนกนครไชยบุรีราชธานีศรีช้างแส่น โดยเอาเหตุนิมิตเมื่อช้างมงคลของพญาสิงหนติเห็นพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ ก็เกิดการตกใจร้องเสียงดัง "แส่นสะเคียร" (ช้างแส่น คือ ช้างสั่น ส่วน แส่นสะเคียร แปลว่า สั่นสะเทือน เป็นอากัปกิริยาของช้างคำรามเสียงดังสนั่นหวั่นไหว)
ในสมัยพญาอชุตราช กษัตริย์องค์ที่3 ได้มีการสร้างพระธาตุดอยตุง พระธาตุดอยกู่แก้ว พระธาตุในถ้ำปุ่ม ถ้ำเปลวปล่องฟ้า เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าเริ่มมีพระพุทธศาสนาเข้ามาแล้ว (ซึ่งเป็นเพียงตำนานเท่านั้น ในปัจจุบันยังไม่ค้นพบหลักฐานที่เก่าถึงยุคสมัยโยนกนคร) สมัยพญามังรายนราช กษัตริย์องค์ที่4 พระองค์ไชยนารายณ์ โอรสองค์สุดท้องของพระองค์ได้ไปตั้งเมืองใหม่ คือ เวียงไชยนารายณ์เมืองมูล (สันนิฐานว่าควรอยู่บริเวณ ปงเวียงไชย บ้านปง ต.เวียงชัย อ.เวียงชัย จ.เชียงราย)
เมืองโยนกนครไชยบุรีราชธานีศรีช้างแส่นมีกษัตริย์ปกครองต่อ ๆ กันมา จนสมัยพระองค์พังคราช กษัตริย์องค์ที่ ๔๒ เสียเมืองให้กับพระยาขอม เมืองอุโมงคเสลานคร และถูกเนรเทศไปเป็นแก่บ้านเวียงสี่ทวง ส่งส่วยให้พระยาขอมเป็นทองคำปีละ ๔ ทวงหมากพินน้อย (คือมะตูมลูกเล็ก) นำมาผ่าซีก ๔ ส่วน นำทองคำหลอมลงไปเพียง ๑ ซีก ที่เวียงสี่ทวง พระองค์พังคราชมีลูกชาย ๒ คน คนโตชื่อ ทุกขิตะกุมาร คนที่ ๒ ชื่อ พรหมกุมาร เมื่อพรหมกุมารอายุได้ ๑๓ ปี จึงมีความคิดที่จะสู้กับพระยาขอม ได้ไปจับช้างที่แม่น้ำโขงและตีพานคำ (พาน อ่านว่าปาน คือเครื่องดนตรีล้านนาชนิดหนึ่ง คล้ายฆ้องแต่ไม่มีโหม่ง ใช้ตี) แห่เข้าเวียงสี่ทวง และทำการขุดคูเมือง ปรับปรุงกำแพงและประตูเมือง แล้วเปลี่ยนชื่อเวียงสี่ทวงเป็น เวียงพานคำ (สันนิษฐานว่าเวียงสี่ทวงและเวียงพานคำควรอยู่บริเวณเมืองโบราณที่เรียกว่าเวียงแก้ว บริเวณสามเหลี่ยมทองคำ อ.เชียงแสน และเวียงสี่ทวงกับเวียงพานคำไม่ควรอยู่บริเวณเมืองโบราณที่ อ.แม่สาย เพราะตำนานหลายฉบับกล่าวว่าบริเวณนั้นเป็นเมืองหิรัญนครเงินยาง) และทำการซ่องสุมผู้คน สู้รบกับพระยาขอมจนได้รับชนะ ขับไล่พวกขอมและสามารถชิงเมืองโยนกนครไชยบุรีราชธานีศรีช้างแส่นกลับคืนมาได้ ถวายเมืองคืนพระองค์พังคราช ส่วนพระองค์พรหมราช (พรหมกุมาร) ได้กลัวว่าจะมีข้าศึกมาอีก จึงไปสร้างเมืองใหม่ คือ เวียงไชยปราการ (สันนิฐานว่าควรอยู่บริเวณ บ้านร่องห้า (ร่องห้าทุ่งยั้ง) ต.ผางาม อ.เวียงชัย จ.เชียงราย) เมื่อสิ้นพระองค์พรหมราชแล้ว พระองค์ไชยสิริ พระโอรสได้ครองเวียงไชยปราการต่อมา แต่ถูกเมืองสุธรรมวดีเข้ามาคุกคามอีก พระองค์ไชยสิริจึงพาชาวเมืองอพยพลงไปทางใต้ และตั้งเมืองที่เมืองกำแพงเพชร
ส่วนเมืองโยนกนครไชยบุรีราชธานีศรีช้างแส่นนั้น มีกษัตริย์ครองเมืองต่อมา จนถึงสมัยพระองค์มหาไชยชนะ ชาวเมืองจับได้ปลาไหลเผือกยักษ์จากแม่น้ำกก แล้วนำมาแบ่งกันกินทั้งเมืองยกเว้นแม่หม้ายเฒ่าหนึ่งคน และในคืนนั้นเมืองโยนกก็ล่มสลายลงกลายเป็นหนองน้ำใหญ่ ยกเว้นแม่หม้ายเฒ่าเพียงคนเดียวที่รอดตาย (สันนิฐานว่าอาจเกิดแผ่นดินไหวจนเมืองถล่มลง จึงมาผูกเรื่องในตำนาน ปัจจุบันสันนิฐานว่าเวียงโยนกฯอยู่บริเวณเวียงหนองหล่ม ตั้งอยู่ระหว่าง ต.โยนก อ.เชียงแสน กับ ต.จันจว้า อ.แม่จัน จ.เชียงราย) ขุนพันนาและนายบ้านกับประชาชนที่รอดตายจึงรับเลี้ยงดูแม่หม้ายเฒ่า และประชุมปรึกษาเลือกนายบ้านผู้หนึ่ง ชื่อขุนลัง ให้เป็นผู้นำ และช่วยกันสร้างเมืองใหม่ริมฝั่งแม่น้ำโขงฝั่งตะตก และอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองโยนกนครฯ เรียกว่าเวียงเปิกสา (เวียงปรึกษา) ผู้ที่ครองเวียงเปิกสานั้นจะต้องได้รับการปรึกษาคัดเลือกจากประชาชนในเมืองทั้งหมด คล้ายกับแนวทางของระบอบประชาธิปไตย เรียกว่า ไพร่แต่งเมือง รวมเป็นขุนผู้ครองเวียงเปิกสา ๑๖ คน เป็นอันจบตำนานสิงหนติกุมาร
สิงหนติ หรือ สิงหนวัติ
ในประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๖๑ ตำนานสิงหนวติกุมาร เรียกชื่อเจ้าสิงหนติราชกุมารว่า สิงหนวติกุมาร และมีการเผยแพร่และเพี้ยนไปเป็น สิงหนวัติกุมาร และเป็นชื่อที่แพร่หลายใช้ในปัจจุบัน แต่จากการสำรวจและปริวรรตเอกสารใบลานต้นฉบับภาษาล้านนาของตำนานโยนกแล้ว กลับพบว่าเขียนว่า สิงหนติ ไม่พบว่ามีการเขียนชื่อ สิงหนวติ หรือ สิงหนวัติ ในตำนานทุกฉบับ จึงสรุปว่าควรใช้ สิงหนติ ซึ่งเป็นชื่อที่ถูกต้อง
รายพระนามกษัตริย์ผู้ครองเมืองโยนกนครไชยบุรีราชธานีศรีช้างแส่น
พญาสิงหนติ (เจ้าสิงหนติราชกุมาร) เริ่มราชวงศ์เมืองนาคพันธุสิงหนตินคร
พญาพันธติ สถาปนาเมืองโยนกนครไชยบุรีราชธานีศรีช้างแส่น
พญาอชุตราช
พญามังรายนราช (พระองค์มังรายนราช)
พระองค์เชือง
พระองค์ชืน
พระองค์คำ
พระองค์เพิง
พระองค์ชาต
พระองค์เวา
พระองค์แวน
พระองค์แก้ว
พระองค์เงิน
พระองค์แวนที่ ๒ (คนละองค์กับพระองค์แวนในลำดับที่ ๑๐)
พระองค์งาม
พระองค์ลือ
พระองค์รอย
พระองค์เชิง
พระองค์พัน
พระองค์เพา
พระองค์พิง
พระองค์สี
พระองค์สม
พระองค์สวน
พระองค์แพง
พระองค์พวน
พระองค์จัน
พระองค์ฟู
พระองค์ฝัน
พระองค์วัน
พระองค์มังสิง
พระองค์มังแสน
พระองค์มังสม
พระองค์ทิพ
พระองค์กอง
พระองค์กม
พระองค์ชาย
พระองค์ชื่น
พระองค์ชม
พระองค์พัง
พระองค์พิงที่ ๒ (คนละองค์กับพระองค์พิงในลำดับที่ ๒๐)
พระองค์เพียง
พระองค์พัง (พระองค์พังคราช)
พระองค์ทุกขิตะ (เจ้าทุกขิตะกุมาร)
พระองค์พรหมราช (พระเจ้าพรหมมหาราช)
พระองค์มหาไชยชนะ สิ้นสุดราชวงศ์สิงหนติ เมืองโยนกนครไชยบุรีราชธานีศรีช้างแส่นล่มสลาย
(หมายเหตุ รายชื่อกษัตริย์ราชวงศ์สิงหนติ อ้างอิงจากตำนานสิงหนติโยนก ฉบับวัดลำเปิง จ.เชียงราย เป็นหลัก)
ที่มา วิกิพีเดียสารานุกรมเสรีครับ เรียบเรียง by krisda paleeriam ภาพจากเชียงใหม่นิวส์(เวียงหนองหล่ม)
วันอังคารที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2564
เมืองเชียงแสน
เชียงแสน - เมืองก่อนประวัติศาสตร์
พื้นที่ราบลุ่มเชียงแสนและบริเวณข้างเคียงเคยมีมนุษย์เร่ร่อนอยู่อาศัยมาช้านานแล้ว
นับแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์เมื่อครั้งมนุษย์ยังดำรงชีวิตอยู่ในสังคมล่าสัตว์ ต่อเนื่องลงมา
ถึงสังคมเกษตรกรรม หรือราว ๑๕๐๐๐ - ๓๐๐๐๐ ปีมาแล้ว เพราะปรากฏหลักฐานเครื่องมือ
เครื่องใช้มนุษย์กระจัดกระจายอยู่โดยทั่วไปทั้งที่ลาดเนินเขาและริมฝั่งแม่น้ำ
ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๗ - ๑๘ ผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นี้เริ่มรวมตัวกันหนาแน่นขึ้น ก่อตั้งเป็น
ชุมชนเมืองบนที่ลาดเนินเขาหรือที่ตอนริมฝั่งแม่น้ำ เมื่อพุทธศาสนาเริ่มแพร่ขยายเข้ามา
จึงเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ชุมชนเหล่านี้ได้หันมาเอาวัฒนธรรมทางพุทธศาสนา
พร้อมกับการก้าวเข้าสู่ยุคสมัยทางประวัติศาสตร์
ล่วงมาถึงปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๔ พญาแสนภู กษัตริย์ราชวงศ์มังราย ทรงสร้างเมืองเชียงแสนขึ้น
ในบริเวณหมู่บ้านเล็กๆ ริมฝั่งแม่น้ำโขง เพื่อควบคุมไพร่พลเมือง ผลิตผลทางการเกษตร และ
เส้นทางการค้าของแคว้นโยนก อันเป็นถิ่นฐานดั้งเดิมแห่งบรรพบุรุษของพระองค์ในปี พ.ศ. ๑๘๗๑
ฐานะของเมืองเชียงแสนในระยะแรกมีความสำคัญค่อนข้างสูง เพราะเป็นเมืองลูกหลวงของ
อาณาจักรล้านนา กษัตริย์ราชวงศ์มังรายหลายพระองค์ อาทิ พญาผายู พญาคำฟู และพญากือนา
ต่างเสด็จมาครองเมืองเชียงแสน ก่อนที่จะเสด็จเสวยราชสมบัติ ณ เมืองเชียงใหม่
หลังจากต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ลงมาจนกระทั่งอาณาจักรล้านนาถูกพม่ายึดครองในปี พ.ศ. ๒๑๐๑
ฐานะของเมืองเชียงแสนก็ถูกลดลงเป็นเพียงเมืองสำคัญทางศาสนา และเมืองบริวารของอาณาจักร
กษัตริย์ล้านนามักจะส่งเชื้อพระวงศ์ และขุนนางมาปกครองเมืองแทนพระราชโอรส
ระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๒๒ ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๔ เมืองเชียงแสนกลับกลายเป็นเมืองสำคัญของทาง
ยุทธศาสตร์ที่ควบคุมพื้นที่ทางตอนบนของหัวเมืองฝ่ายเหนือ กษัตริย์พม่าได้ส่งกำลังเข้ามายึดเมืองไว้
ทางฝ่ายกรุงศรีอยุธยาและธนบุรีต้องยกกองทัพมาปราบอยู่หลายครั้ง ล่วงมาปี พ.ศ. ๒๓๔๗
สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้า
กรมหลวงเทพหริรักษ์ และพระยายมราช ยกกองทัพมาขับไล่ชาวพม่าออกจากเมืองเชียงแสนได้สำเร็จ
แล้วมีพระราชดำรัสให้เผาบ้านเมืองกวาดต้อนผู้คนอพยพไปไว้ตามหัวเมืองต่างๆ ในภาคเหนือ และ
ส่งลงมายังกรุงเทพฯ
ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๒๔ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้
เจ้าอินต๊ะ บุตรเจ้าบุญมา เข้าผู้ครองนครลำพูน นำราษฎรเมืองลำพูน เชียงใหม่ และลำปาง ขึ้นมา
ตั้งถิ่นฐาน ณ เมืองเชียงแสน และพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระยาราชเดชดำรง ตำแหน่งเจ้าเมือง
เชียงแสน เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๘ ท้ายที่สุดเมืองเชียงแสนถูกยุบเป็นกิ่งอำเภอเชียงแสนหลวง ในปี พ.ศ. ๒๔๔๒
และได้ยกฐานะเป็นอำเภอเชียงแสน ขึ้นกับจังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ ๙ เมษายน พ.ศ. ๒๕๐๐
ที่มา .... พิพิธภัณฑ์เชียงแสน ขอบคุณภาพจากเชียงรายโฟกัสดอทคอม(ภาพวัดป่าสัก อ.เชียงแสน จ.เชียงราย)
วันอังคารที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2563
วัดนก
วัดนก ตั้งอยู่ถัดจากกำแพงวัดมหาธาตุลงมาทางทิศใต้ ปรากฏชื่อในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาเมื่อครั้งสมเด็จพระนเรศวรทรงนำพระมหาเถรคันฉ่องกับพระยาเกียรติพระยารามและครัวมอญจากเมืองมอญลงมากรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระมหาธรรมราชา (พ.ศ.๒๑๑๒-๒๑๓๓) พระราชบิดา จึงโปรดให้ครัวมอญและญาติโยมของพระมหาเถรคันฉ่องไปตั้งบ้านเรือนอยู่หลังวัดนก ส่วนพระมหาเถรคันฉ่องซึ่งเป็นผู้นำพระยาเกียรติพระยารามมาเฝ้าเพื่อทูลข้อราชการลับของฝ่ายพม่าให้สมเด็จพระนเรศวรทรงทราบถึงแผนการลอบปลงพระชนม์พระองค์นั้น ก็โปรดให้ไปจำพรรษาอยู่ที่วัดมหาธาตุข้างวัดนกนั่นเอง
เมื่อได้ชมศิลปะสมัยอยุธยาตอนต้นของวัดมหาธาตุแล้ว ออกจากวัดให้เดินเลี้ยวขวาไปตามบาทวิถี พอพ้นแนวกำแพงวัดแล้วให้เลี้ยวขวาอีกที เดินตรงไปเรื่อย ๆ ก็จะเห็นซากโบราณสถานของวัดนกตั้งเด่นเป็นสง่า ถัดจากกำแพงวัดมหาธาตุลงไปทางซ้ายหน่อยเดียว
ดูอาณาบริเวณจนทั่วแล้วคงจัดได้ว่า วัดนกเป็นวัดขนาดเล็ก ภายในวัดประกอบด้วยซากอาคารวิหาร แท่นพระประธานมีซากพระพุทธรูปหันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก มีปรางค์ประธานขนาดเล็กตั้งอยู่ด้านหลังวิหารหลังวัดนกออกไปปัจจุบันเป็นบริเวณสวนสาธารณะบึงพระราม มองเห็นซากอาคารพระอุโบสถและเจดีย์ประธานทรงลังกาของวัดหลังคาดำอยู่ไกล ๆ ส่วนทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ไปจนถึงวัดโพง เป็นบริเวณที่เอกสารหลักฐานทางประวัติศาสตร์ระบุว่า มีตลาดของชาวมอญ มีร้านขายของชำ ขายของสดเช้าเย็น อีกทั้งยังเป็นตลาดขายเครื่องทองเหลืองขนาดใหญ่ในสมัยอยุธยาเช่น ขัน ถาด พาน เป็นต้น
ครัวมอญและญาติโยมของพระมหาเถรคันฉ่อง ก็คงได้รับโปรดเกล้าฯให้มาตั้งบ้านเรือนทำมาหากินอยู่ในย่านตลาดแห่งนี้
โดยปวัตร์ นวะมะรัตน์ จากศิลปวัฒนธรรม ฉบับที่ ๖ เมษายน ๒๕๕๐
วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563
คนจีนในสยาม
สมัยกรุงศรีอยุธยา อิทธิพลของจีนมีบทบาทมายาวนานต่อเนื่อง แม้ล่วงเลยมาถึงสมัยกรุงศรีอยุธยาก็ยังปรากฏให้เห็น ดังเช่นต้นสมัยกรุงศรีอยุธยามีหลักฐานเป็นเอกสารของจีนพบว่ามีเจ้านครอินทร์เชื้อสายสุพรรณภูมิได้เดินทางไปเมืองจีนหลายครั้ง และได้กล่าวถึงเอี้ยวลกควรอิมที่ได้ไปเมืองจีน ซึ่งก็คือเจ้านครอินทร์นั่นเอง (กษัตริย์พระองค์ที่ ๖ แห่งกรุงศรีอยุธยา)
ในรัชสมัยขุนหลวงพระงั่ว เจ้านครอินทร์ (พระราชนัดดา) ทรงมีพระปรีชาสามารถในด้านการค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการค้าขายกับเมืองจีนอย่างต่อเนื่องเสมอมา ได้เสด็จไปเมืองจีนหลายครั้งตั้งแต่ยังไม่ทรงครองราชย์จนตลอดรัชสมัยของพระองค์ ในรัชสมัยของพระองค์ถือเป็นยุคทองทางการค้ายุคต้นของกรุงศรีอยุธยา พระองค์ทรงส่งคณะราชทูตกับทั้งเรือสินค้าไปค้าขายกับเมืองจีนถึง ๑๔ ครั้ง เจ้านครอินทร์ได้นำช่างทำเครื่องปั้นดินเผาจากจีนมาสยาม พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกที่เสด็จไปเมืองจีนด้วยพระองค์เอง
ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น บางกอก (กรุงเทพฯ) เป็นชุมนุมใหญ่ต่อมามีฐานะเป็นเมือง โดยมีเจ้าเมืองเป็นผู้ดูแลฝั่งบางกอกและฝั่งธนบุรี ซึ่งขณะนั้นยังเป็นแผ่นดินเดียวกัน เพราะลำน้ำเจ้าพระยาสายเก่าไหลลงมาเข้าคลองบางกอกน้อยแล้วออกคลองบางกอกใหญ่ จนในปี พ.ศ. ๒๐๘๕ สมเด็จพระไชยราชาธิราช โปรดฯ ให้ขุดคลองลัด ทำให้ย่นระยะทางตั้งแต่บริเวณปากคลองบางกอกน้อยไปจรดปากคลองบางกอกใหญ่ หรือปัจจุบันจากหน้าสถานีรถไฟบางกอกน้อยถึงบริเวณวัดอรุณฯ ทำให้แม่น้ำเจ้าพระยาเปลี่ยนทิศทางกระแสน้ำไหลลัดตัดตรงจนคลองลัดขยายกว้างกลายเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาสายใหม่
ตลอดสมัยกรุงศรีอยุธยาศูนย์กลางชุมชนย้ายทิศทางมาอยู่ฝั่งวัดอรุณฯ จนถึงวัดระฆังฯ ขณะเดียวกันฝั่งตรงข้ามบริเวณพระบรมมหาราชวังในปัจจุบันมีชาวจีนและชาวสยามมาตั้งบ้านเรือนอยู่อาศัยและทำมาค้าขาย ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายมีวัดสำคัญเกิดขึ้นในบางกอก ได้แก่วัดสลัก (วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤฤษฏ์ฯ) และวัดโพธิ์ (วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามฯ)
หรือในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง และสมัยสมเด็จพระนารายณ์ การค้าขายมีความเจริญรุ่งเรืองมากขึ้น มีการจัดเรือสำเภาหลวงออกไปติดต่อค้าขายกับจีน
ในยุคสมัยนี้มีจำนวนชาวจีนอพยพเพิ่มจำนวนขึ้น ช่วยให้ธุรกิจการค้าในราชอาณาจักรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีการสนับสนุนพ่อค้าชาวจีนในสยาม พ่อค้าชาวจีนยุคบุกเบิกเข้ามามีบทบาทสำคัญในสยาม ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีนทำให้มีชุมชนชาวจีนในสยามมากขึ้น นับแต่ยุคแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ การค้าขายทางเรืออยู่ในการควบคุมของชาวจีนเป็นหลัก
ในสมัยกรุงศรีอยุธยามีกองกำลังอาสาชาวจีนช่วยออกรบทำศึกสงครามโดยเสมอมา พระมหากษัตริย์ทรงไว้วางพระราชหฤทัยให้ชาวจีนมารับราชการเป็นจำนวนมาก มีหัวหน้าชาวจีนที่มีหน้าที่ควบคุมดูแลชาวจีน โดยดำรงตำแหน่งเป็นเจ้ากรมท่าซ้าย มีบรรดาศักดิ์ที่โชฎึกราชเศรษฐี ชาวจีนได้ได้ร่วมรบและปกป้องชาติบ้านเมืองจนถึงคราวกรุงแตกครั้งที่ ๒
ชาวจีนได้อพยพเข้ามาส่วนมากมาจากตอนใต้ของประเทศจีน เพื่อมาตั้งรกรากปลูกบ้านเรือนและทำการค้า ในอดีตชาวจีนตั้งบ้านเรือนอยู่หนาแน่นบริเวณวัดพนัญเชิง และริมฝั่งน้ำตรงข้ามวัดพนัญเชิง
ปัจจุบันอาศัยหนาแน่นอยู่บริเวณหัวรอ ตลาดเจ้าพรหม ส่วนใหญ่เป็นจีนแต้จิ๋วและจีนไหหลำ ตระกูลเก่าที่มีบทบาทในอยุธยาในปัจจุบันคือ แซ่เบ้ (จีนแต้จิ๋ว) เปลี่ยนนามสกุลมีคำว่า อัศวนำหน้า แซ่ด่าน (จีนไหหลำ) เปลี่ยนนามสกุลมีคำว่า ด่านนำหน้า อาชีพของชาวจีนเหล่านี้ เช่น ธุรกิจโรงเลื่อยไม้ การต่อเรือ เป็นต้น คนจีนเหล่านี้ได้รวมตัวกันเป็นสมาคม ชมรม มูลนิธิช่วยเหลือด้านสาธารณกุศลในอยุธยา
เรื่องจากหนังสือต้นตำนานลูกหลานจีนในสยาม โดยกิตติ โล่เพชรัตน์เรียบเรียง by krisda paleeriamภาพจากเว็บไทยทิคเก็ตเมเจอร์ด็อทคอม
วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563
พระชาติกำเนิดพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงเป็นพระโอรสในสเด็จพระปฐมบรมมหาชนก ทรงพระนามว่าหลวงพินิจอักษร (ทองดี) และพระมารดาดาวเรือง (บางแห่งว่าหยก)
ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองเป็นพระประมุขของชาติไทย ในตอนนั้นประเทศไทยยังมีกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีอยู่ พระองค์มีพระราชโอรสพระองค์หนึ่งมีพระนามว่า เจ้าฟ้านารายณ์ราชกุมาร แต่เจ้าฟ้าพระองค์นี้ทรงสูญเสียพระราชมารดาไป เมื่อพระองค์ประสูติได้เพียง 9 วันเท่านั้น ก็โดยเหตุนี้ก็ต้องมีพระแม่นมเพื่อถวายพระอารักขา จึงพระเจ้าปราสาททองผู้ราชบิดาจำต้องจัดหามาถวาย พร้อมทั้งทรงสร้างวังให้เป็นที่ประทับด้วย ทั้งพระนมกับพระราชโอรส วังที่สร้างขึ้นใหม่นี้อยู่ริมวัดดุสิตารามนอกกำแพงพระนคร แล้วก็ทรงขนานนามพระนมองค์นี้ว่า เจ้าแม่วัดดุสิต เจ้าฟ้านารายณ์ราชกุมารทรงรักใคร่พระนมมาก ตรัสเรียกเสมอด้วยพระราชมารดามาจนตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์
เจ้าแม่วัดดุสิตมีบุตรชาย 2 คน ๆ โตชื่อเหล็ก คนเล็กชื่อปาน คนที่ชื่อปานนี้ ต่อมารับราชการฝ่ายพลเรือนจนเป็นใหญ่เป็นโตในรัชสมัยของ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช และมีบุตรชายคนใหญ่สืบสกุลต่อมา ชื่อนายขุนทอง ๆ ก็รับราชการในแผ่นดินพระพุทธเจ้าเสือ จนได้เป็นที่พระยารัษฎาเรืองเดชในเบื้องแรก และได้บรรดาศักดิ์สูงสุดในภายหลัง เป็นเจ้าพระยาวรวงศาธิราช มีตำแหน่งเสนาบดีกรมพระคลัง บุตรของเจ้าพระยาท่านนี้มีหลายคน คนที่ชื่อทองคำนั้นรักทำราชการอยู่ ท่านบิดาก็สนับสนุนให้เป็นมหาดเล็กในกรมพระราชวังบวรเจ้าฟ้าเพชร มีบรรดาศักดิ์เป็นจมื่นมหาสนิท ครั้นเมื่อกรมพระราชวังบวรเจ้าฟ้าเพชรเสด็จขึ้นครองราชย์ ทรงพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ ก็โปรดฯเลื่อนจมื่นมหาสนิทเป็นพระยาราชนิกูลปลัดทูลฉลองมหาดไทย ท่านพระยาฯ ก็มีบุตรชายคนหนึ่งชื่อว่าทองดี เมื่อโตขึ้นและผ่านการศึกษาเล่าเรียนมาแล้ว ก็เข้ารับราชการสนองพระเดชพระคุณเป็นเสมียนตราในกรมมหาดไทย และมีบรรดาศักดิ์ เป็นหลวงพินิจอักษร คุณหลวงพินิจอักษรได้สมรสกับสุภาพสตรีสูงศักดิ์คนหนึ่งชื่อดาวเรือง
คุณหลวงกับภริยา มีนิวาสสถานอยู่ภายในกำแพงเมืองตรงหลังป้อมเพชร สามีภรรยาคู่นี้เลื่อมใสในพระบวรพุทธศาสนายิ่งนัก ท่านได้สร้างวัดไว้วัดหนึ่งใกล้ ๆ บ้านของท่านชื่อว่า “วัดทอง” นี่ย่อมแสดงให้เห็นว่า ตระกูลนี้มั่งคั่งมีหน้ามีตามาก และมีศรัทธาปสาทะในพุทธศาสนาอย่างแท้จริง
คุณหลวงพินิจอักษรกับคุณนายดาวเรืองศรีภรรยา มีบุตรธิดาร่วมกัน 5 คน เป็นชาย 3 คน เป็นหญิง 2 คน
คนที่ 1 เป็นหญิงชื่อ สา (ต่อมา) ได้รับสถาปนาเป็น พระเจ้าพี่นางเธอ กรมสมเด็จพระเทพสุดาวดี
คนที่ 2 เป็นชายชื่อ ขุนรามณรงค์ (ท่านผู้นี้ถึงแก่กรรมก่อนที่จะเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่าเป็นครั้งที่ 2)
คนที่ 3 เป็นหญิงชื่อ แก้ว (ต่อมา) ได้รับสถาปนาเป็น พระเจ้าพี่นางเธอ กรมสมเด็จพระศรีสุดารักษ์
คนที่ 4 เป็นชายชื่อ ทองด้วง (คือ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์)
คนที่ 5 เป็นชายชื่อ บุญมา (ต่อมาได้รับสถาปนาเป็น กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท สมเด็จพระอนุชาธิราช)
เหตุการณ์ก่อนพระราชสมภพ
เมื่อคุณนายดาวเรืองตั้งครรภ์ครั้งที่ 4 และใกล้จะคลอดนั้น เจ้าฟ้านเรนทร์กรมขุนสุเรนทรพิทักษ์ทรงผนวชอยู่ ได้เสด็จมาเยี่ยมในฐานะที่คุ้นเคยกันมา คุณหลวงก็ทูลขอน้ำมนต์สะเดาะเพื่อให้ทารกคลอดง่าย เจ้าฟ้าพระก็ประทานให้เพราะทรงเมตตา อีกไม่นานนักก็ถึงวันครบกำหนดคลอด และก็คลอดทารกเป็นชายอย่างง่ายดายในวันนั้น ซึ่งตรงกับวันพุธที่ 20 มีนาคม เดือนยี่ แรมห้าค่ำ ปีมะโรง อัฐศก จุลศักราช 1098 ( พ.ศ.2278)
จากหนังสือพระวีรประวัติ 9 รัชกาลแห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ โดยสิงห์ สรชัยภาพจากวิกิพีเดีย
นายสุดจินดา
นายสุดจินดา หรือ กรมพระราชวังบวรแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (สมัย ร.1) ได้เป็นแขนขวาของเจ้าตาก ในการกู้อิสรภาพของไทย ครั้นเมื่อกู้อิสรภาพได้แล้ว ก็กลับเป็นแขนซ้าย โดยมีพี่ชายคือ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เข้าเป็นแขนขวาแทน
นายสุดจินดาเกิดเมื่อพุทธศักราช 2286 อายุอ่อนกว่าเจ้าตาก 9 ปี รับราชการในกรุงศรีอยุธยา ได้บรรดาศักดิ์เป็นนายสุดจินดา เมื่อได้มาอยู่กับเจ้าตากแล้วก็ได้เลื่อนยศเป็นพระมหามนตรี พระยาอนุชิตราชา พระยายมราช และเจ้าพระยาสุรสีห์พิษณุวาธิราช โดยลำดับ การรับราชการในเบื้องต้น นายสุดจินดาขึ้นหน้าพี่ชาย (คือสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ) โดยได้เป็นแม่ทัพก่อน ได้เป็นเจ้าพระยาก่อน และได้เป็นผู้สำเร็จราชการพิษณุโลก ซึ่งเป็นตำแหน่งสำคัญเท่ากับมหาอุปราช เป็นผู้มีความเพียรแรงกล้า และเป็นตัวอย่างของความเข้มแข็ง เจ้าตากเองก็ทรงรักดังราชบุตร เรียกพระองค์ว่า “พ่อ” เสมอในเวลาที่รับสั่งกับท่านผู้นี้ เมื่อครั้งเป็นเจ้าพระยาสุรสีห์ เคยทำผิดพลาดถึงถูกเฆี่ยนหลัง เจ้าตากทรงเฆี่ยนด้วยพระองค์เองประหนึ่งพ่อเฆี่ยนลูก ไม่ได้ให้คนอื่นเฆี่ยน
นายสุดจินดาได้เข้ามารับราชการกับเจ้าตาก เกิดจากหลวงยกกระบัตร เมืองราชบุรีผู้พี่แนะนำ หลวงยกกระบัตรทราบว่าเวลานี้มารดาของเจ้าตากกับเจ้าตากยังพลัดพรากกันอยู่ เจ้าตากกำลังติดธุระอยู่ทางจันทบุรี แต่มารดาเจ้าตากอยู่ที่เพชรบุรี การอยู่ไกลกันในเวลานั้น ย่อมเป็นการยากที่จะทราบว่าจะเป็นตายร้ายดีประการใด ถ้านายสุดจินดาน้องชายพามารดาของเจ้าตากไปส่งให้เจ้าตากได้ ก็จะเป็นกำลังใจแก่เจ้าตากเป็นอันมาก อนึ่ง ทั้งหลวงยกกระบัตรและนายสุดจินดาก็รู้จักมักคุ้นกับเจ้าตากมาแต่ก่อน หลวงยกกระบัตรกับเจ้าตากนั้น ปรากฏถึงกับว่าคุ้นเคยชอบพอกันมาตั้งแต่เวลาบวชอยู่ในวัดมาด้วยกัน
นายสุดจินดาได้ปฏิบัติตามคำขอของพี่ชาย คือไปรับมารดาของเจ้าตากพาไปหาเจ้าตากที่จันทบุรี เจ้าตากจึงรับนายสุดจินดาไว้ทำงานด้วยและตั้งให้เป็นพระมหามนตรี และต่อมา เมื่อเจ้าตากได้ขับไล่พม่าไปพ้นแดนไทยและตั้งกรุงธนบุรีเป็นราชธานีแล้ว พระมหามนตรีก็รับหลวงยกกระบัตรพี่ชายมาอยู่กับเจ้าตาก เจ้าตากก็ยินดีรับไว้และตั้งให้เป็นพระราชวรินทร์
ข้อมูลจากหนังสือแผ่นดินพระเจ้าตาก โดย นพ.วิบูล วิจิตรวาทการภาพจากผู้จัดการ
วันศุกร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563
พระยาศรีไสยณรงค์ (ตอนจบ)
![]() |
| สมเด็จพระเอกาทศรถ จากสยามดารา (ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช) |
ครั้นเพลายามสามสมเด็จพระเอกาทศรถเสด็จขึ้นเกยคอยฤกษ์ พอล่วงสามยามเจ็ดบาท พระบรมสารีริกธาตุใหญ่เท่าผลส้มเกลี้ยงเสด็จผ่านแต่ทิศอุดรเฉียงไปอาคเนย์ พระรัศมีสว่างไปทั่วทั้งอากาศ และปฐพีดล ก็ทรงโสมนัสถวายทศนัขสโมทานเหนือศิโรตม์ด้วยปัญจางคประดิษฐ์ แล้วสั่งประโคมแตรสังข์ดุริยดนตรีปี่พาทย์ฆ้องชัยในทันที ให้ฝรั่งแม่นปืนจุดจ่ารงค์เป็นสำคัญ ทหารก็เอาบันไดพาดกำแพงปีนเข้าเมืองได้ พอเพลารุ่งก็คุมเอาตัวพระยาตะนาวศรีมาถวายยังค่ายหลวง สมเด็จพระเอกาทศรถให้ลงพระอาญาเฆี่ยนยกหนึ่งสามสิบที แล้วบอกข้อราชการเข้ามายังกรุงศรีอยุธยา
สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าทรงมีพระทัยปรีดาจึงทรงพระมหากรุณาให้มีตราตอบไปว่า อย่าให้เข้ามาเลย ให้ตระเวนแล้วตัดศีรษะเสียบประจานไว้อย่าให้ผู้ใดเอาเยี่ยงอย่าง และให้พระยาราชฤทธานนท์เป็นพระยาตะนาวศรี สมเด็จพระเอกาทศรถก็ตรัสตามพระราชบัญชาแห่งสมเด็จพระเชษฐาธิราชนั้นทุกประการ
จากหนังสือสานรอยบาทมหาราชพระองค์ดำ โดยลิงลมดำ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
พระมหาเถรคันฉ่อง
สมเด็จพระอริยวงษญาณ (พระมหาเถรคันฉ่อง) ( ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) สะกดว่าคันฉอง ) เป็นพระ ภิกษุ ชาวมอญ ในรัชสมัย พระเจ้านันทบุเรง แห่งกรุง...
-
สมเด็จพระอริยวงษญาณ (พระมหาเถรคันฉ่อง) ( ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) สะกดว่าคันฉอง ) เป็นพระ ภิกษุ ชาวมอญ ในรัชสมัย พระเจ้านันทบุเรง แห่งกรุง...
-
สมเด็จพระมหาธรรมราชา (พ.ศ. 2112-2133 ) สมเด็จพระมหาธรรมราชาหรือสมเด็จพระสรรเพชรที่ 1 ขึ้นครองราชย์เมื่อปี พ.ศ. 2112 หลังจากเสียกรุง...
-
พระเจ้าทรงธรรม (พ.ศ.2163-2171) พระเจ้าทรงธรรม หรือ พระอินทราชา หรือพระบรมราชาที่1 เสด็จพระราชสมภพ พ.ศ.2133 เมื่อเสวยราชย์นั้น พระชัน...





