วันศุกร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

พระยาศรีไสยณรงค์ (ตอนจบ)

   
สมเด็จพระเอกาทศรถ จากสยามดารา (ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช)
        เพลารุ่งแล้วนาฬิกาหนึ่ง สมเด็จพระเอกาทศรถทรงเครื่องอลังการสำหรับพิชัยยุทธ์ เสด็จทรงช้างพระที่นั่งเจ้าพระยาปราบไตรจักร พร้อมท้าวพระยาไพร่พลทวยหาญ กรีธาพลเลียบเมืองดูท่วงทีซึ่งจะให้ทหารเข้าปีนเมือง ฝ่ายพระยาตะนาวศรีออกมายืนถือหอก กั้นสัปทนอยู่บนเชิงเทิน แลเห็นพลสมเด็จพระเอกาทศรถ พระอนุชาธิราชเจ้าดุจคลื่นมหาสมุทร กระทั่งเสียงปี่กลองแตรสังข์ก็ตกใจตะลึงไปจนหอกพลัดหลุดมือมิรู้ตัว บ่าวไพร่เห็นเช่นนั้นก็เสียขวัญ พูดกันต่อ ๆ ไปว่า นายเราเห็นจะป้องกันเมืองไว้ไม่ได้
     ครั้นเพลายามสามสมเด็จพระเอกาทศรถเสด็จขึ้นเกยคอยฤกษ์ พอล่วงสามยามเจ็ดบาท พระบรมสารีริกธาตุใหญ่เท่าผลส้มเกลี้ยงเสด็จผ่านแต่ทิศอุดรเฉียงไปอาคเนย์ พระรัศมีสว่างไปทั่วทั้งอากาศ และปฐพีดล ก็ทรงโสมนัสถวายทศนัขสโมทานเหนือศิโรตม์ด้วยปัญจางคประดิษฐ์ แล้วสั่งประโคมแตรสังข์ดุริยดนตรีปี่พาทย์ฆ้องชัยในทันที ให้ฝรั่งแม่นปืนจุดจ่ารงค์เป็นสำคัญ ทหารก็เอาบันไดพาดกำแพงปีนเข้าเมืองได้ พอเพลารุ่งก็คุมเอาตัวพระยาตะนาวศรีมาถวายยังค่ายหลวง สมเด็จพระเอกาทศรถให้ลงพระอาญาเฆี่ยนยกหนึ่งสามสิบที แล้วบอกข้อราชการเข้ามายังกรุงศรีอยุธยา
     สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าทรงมีพระทัยปรีดาจึงทรงพระมหากรุณาให้มีตราตอบไปว่า อย่าให้เข้ามาเลย ให้ตระเวนแล้วตัดศีรษะเสียบประจานไว้อย่าให้ผู้ใดเอาเยี่ยงอย่าง และให้พระยาราชฤทธานนท์เป็นพระยาตะนาวศรี สมเด็จพระเอกาทศรถก็ตรัสตามพระราชบัญชาแห่งสมเด็จพระเชษฐาธิราชนั้นทุกประการ

จากหนังสือสานรอยบาทมหาราชพระองค์ดำ โดยลิงลมดำ






















วันพุธที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

พระยาศรีไสยณรงค์น้อยใจ "กบฏ"

พระยาศรีไสยณรงค์จาก ok nation (จากภาพยนตร์ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช)
     
     ครั้นวันอังคาร ขึ้น 2 ค่ำ เดือน 5 ปีจอ จุลศักราช 960 พระพุทธศักราช 2141 กรมการเมืองกุยบุรีมีใบบอกเข้ามาว่า พระยาศรีไสยณรงค์ซึ่งให้ไปรั้งเมืองตะนาวศรีเป็นกบฏ เจ้าพระยาโกษาธิบดีกราบบังคมทูลนั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังคงแคลงพระทัยอยู่ ด้วยเคยช่วยงานพระราชสงครามสนองเบื้องยุคลบาทแต่ยังเป็นที่พระศรีถมอรัตน์ รบเคียงคู่พระชัยบุรีด้วยช้างเร็วม้าเร็วซุ่มตีทัพละแวกแตกที่ดงพระยากลางแต่ปีพระพุทธศักราช 2123 ครั้งแผ่นดินสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่1 สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงมหาธรรมราชาธิราช กระทั่งได้รับอวยยศเป็นพระยาศรีไสยณรงค์แม่ทัพหน้าคราวมหาสงครามยุทธหัตถี อาจเป็นด้วยน้อยใจที่พระราชมนูขุนศึกนเรศวร คนรุ่นหลังที่เพิ่งจะรับราชการงานสงครามครั้งสำคัญที่ปากน้ำพุทราเมื่อปีพระพุทธศักราช 2129 แต่กลับได้รับพระราชทานยศข้ามไปถึงชั้นเจ้าพระยา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงโปรดให้มีตราออกไปหาตัว แต่พระยาศรีไสยณรงค์ก็มิเข้ามา จึงตรัสให้สมเด็จพระอนุชาธิราชเจ้าเสด็จนำทัพออกไป และสมเด็จพระเอกาทศรถพระอนุชาธิราชเจ้าเสด็จนำทัพออกไป
     และ สมเด็จพระเอกาทศรถพระอนุชาธิราชเจ้าเสด็จนำทัพออกไปครั้งนั้นพลสามหมื่น ช้างเครื่องสามร้อย ม้าห้าร้อย เกณฑ์ทัพปักษ์ใต้ เมืองไชยา เมืองชุมพร เมืองคลองวาน เมืองกุย เมืองปราณ เมืองเพชรบุรี หกเมืองเป็นคนหมื่นห้าพันเข้าบรรจบประชุมทัพที่บางสะพานแล้วเคลื่อนออกทางด่านสิงขร เมื่อพระยาตะนาวศรีแจ้งข่าวสมเด็จพระเอกาทศรถยกมาก็เกรงพระเดชานุภาพเป็นอันมาก จะแต่งทัพออกรับก็เหลือกำลัง จะหนีก็หนีไม่พ้น จนด้วยความคิดนิ่งอยู่
     สมเด็จพระเอกาทศรถเมื่อเสด็จถึงตะนาวศรีก็ตรัสสั่งให้ตั้งค่ายล้อมเมืองไว้โดยรอบ แต่ทัพหลวงนั้นตั้งห่างห้าสิบเส้น แล้วมีหนังสือรับสั่งเข้าไปว่า "พระยาตะนาวศรีเป็นข้าหลวงเดิมซื่อสัตย์มั่นคง โดยเสด็จงานพระราชสงคราม ความชอบแต่ครั้งหลังมากมายนัก จึ่งทรงให้กินเมืองตะนาวศรีนี้ดูแลเมืองต่างพระเนตรพระกรรณก็ด้วยเหตุว่าเป็นเมืองหน้าศึก ครั้นจักแต่งผู้อื่นมาอยู่ก็มิวางพระทัย ความข้อนี้ย่อมรู้อยู่แก่ใจ เมื่อมีข่าวไปว่าพระยาตะนาวศรีเป็นกบฏ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็มิทรงเชื่อ มีตราออกมาให้หาก็มิไปเข้าเฝ้า เนื้อความจึงมากขึ้น ตรัสให้เราออกมา ก็มีความเมตตาหนักอยู่ พระยาตะนาวศรีผิดแต่เพียงครั้งเดียวดอก ให้ออกมาหาเราในวันนี้เถิด จะกราบทูลขอพระราชทานอภัยโทษไว้ครั้งหนึ่ง" พระยาตะนาวศรีแจ้งดังนั้น จึงคิดว่าเราได้ทำการล่วงเกินผิดถึงเพียงนี้แล้ว หนังสือมาเช่นนี้คงเป็นราชอุบายออกไปก็คงจะตาย ผิดชอบชั่วดีก็จะอยู่สู้ไป ถึงตายก็ให้ปรากฏชื่อไว้ภายหน้า พระยาตะนาวศรีจึงมิได้ออกมา

จากหนังสือสานรอยบาทมหาราชพระองค์ดำ โดยลิงลมดำ ติดตามตอนต่อไป











วันพุธที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2563

เมื่อพระยาสวรรคโลก กับพระยาพิชัยเป็นกบฏ

     ในพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาที่วัดศรีชุมเมื่อสมเด็จพระนเรศวรทรงเกณฑ์พลครั้งนั้น ทรงทราบว่า พระยาสวรรคโลก กับพระยาพิชัยเป็นกบฏ จึงให้รวบรวมกองทัพที่เมืองตาก แล้วยกไปทางด่านลานหอย ครั้นถึงเมืองสุโขทัย ทรงให้ตั้งพลับพลาที่ข้างวัดศรีชุม ตั้งพิธีศรีสัจปานการ ตักน้ำในบ่อพระสยมภูวนาถ และน้ำจากกระพังโพยศรี ซึ่งถือว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ครั้งพระร่วง มาทำน้ำพิพัฒน์สัตยา ให้นายทัพนายกองตลอดจนไพร่พลถือน้ำให้สัตย์สัญญาว่าจะต่อสู้ข้าศึกรักษาบ้านเมืองไทยไว้ไห้จงได้ แล้วจึงเคลื่อนทัพหลวงขึ้นไปทางเขาคับถึงเมืองสวรรคโลก เมื่อวันศุกร์ ขึ้น15 ค่ำ เดือนแปด ตั้งทัพที่ตำบลวัดไม้งาม ล้อมเมืองไว้ ตรัสสั่งข้าหลวงร้องประกาศว่า ให้พระยาทั้งสองออกมาถวายบังคม จะทรงพระกรุณาไม่เอาโทษ แต่พระยาทั้งสองกลับฆ่าหลวงปลัด ขุนยกกระบัตร ขุนนครนายก ซึ่งมิปลงใจด้วย ตัดศรีษะโยนออกมาให้ข้าหลวง สมเด็จพระนเรศวรทรงพระพิโรธเป็นยิ่งนัก ครั้นเพลาค่ำก็ตรัสสั่งให้ยกเข้าปล้นเมือง ทางประตูสามเกิด ประตูม่อ และประตูสะพานจันทร์ ตั้งแต่ค่ำจนเที่ยงคืนก็เข้าเมืองมิได้
     คุณลักษณะ "แม่ทัพ" ตามตำราพิชัยสงคราม ประการที่หนึ่ง
     ...หาเทศกาลวารอันดี ฤกษนาทีจงชอบ กอบด้วยจักรลักษณา เพลาฤกษยามไชย อาไศรยโหรเปนตา...
     สมเด็จพระนเรศวรจึงมีตรัสถามโหราจารย์ว่า "เมืองสวรรคโลกนี้ ยังจะได้อยู่หรือ" พระโหราจารย์กราบทูลว่า "จะได้พระพุทธเจ้าข้า แต่เมืองสวรรคโลกนี้มีป้อมปราการแข็งแรงทำด้วยศิลาแลง ชื่อเมืองศรีสัชนาลัย แต่ครั้งสมเด็จพระร่วงเจ้า ซึ่งเข้าปล้นด้านประตูสามเกิดนี้เห็นจะได้ด้วยยาก หากเข้าปล้นทางประตูดอนแหลมไซร้เห็นจะได้โดยง่าย ด้วยทิศข้างนั้นเป็นอริแก่เมือง" สมเด็จพระนเรศวรจึงมีรับสั่งให้ตั้งค่ายประชิด ปลูกหอรบให้สูงเท่ากำแพงเมือง 
     ครั้นเพลาพลบค่ำจึงมีพระราชโองการให้พระยาชัยบุรี ขุนหลวงธรรมไตรโลก ขุนราชวรินทร์ เอาปืนขึ้นตั้งยิง แล้วยกพลจากประตูสะพานจันทร์มาตั้งด้านประตูดอนแหลม รุ่งขึ้นวันอาทิตย์ แรม 2 ค่ำ เดือนแปด ทัพหลวงเข้ามาตั้งประชิดประตูดอนแหลมแล้วเร่งแต่งการปล้นเมือง ครั้นวันจันทร์แรมสามค่ำเดือนแปด เพลาชายแล้วสองนาฬิกาห้าบาท ทหารก็กรูกันเอาบันไดพาดกำแพงเข้าเผาประตูดอนแหลมทางด้านใต้ทลายลง กองทัพหลวงเข้าเมืองได้ จับเอาตัว พระยาสวรรคโลก พระยาพิชัย มาถวายสมเด็จพระนเรศวร
     ถึงตอนนี้ผู้เขียน กฤษฎา ได้รับชมละครทางช่องสาม สมเด็จพระนเรศวร รับบทโดยคุณเอกพันธ์ บันลือฤทธิ์ มีรับสั่งให้คุมตัวพระยาทั้งสองมาคุกเข่าต่อหน้าพระที่นั่ง และประกาศไม่ให้คนไทยเอาเยี่ยงอย่างพระยาทั้งสอง และได้ประหารโดยการตัดคอโดยพระองค์เอง 
     
อ้างอิงจากหนังสือสานรอยบาทมหาราชพระองค์ดำ โดยลิงลมดำ






















วันอังคารที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2562

เจ้าพระยาแสนพลพ่าย


     คือชื่อพระแสงของ้าวของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เมื่อครั้งศึกยุทธหัตถี(ชนช้าง)กับพระมหาอุปราชาของพม่า ที่หนองสาหร่าย ซึ่งครั้งนั้นสมเด็จพระนเรศวรทรงได้รับชัยชนะเหนือพระมหาอุปราชาของพม่า
     การศึกครั้งนั้นสมเด็จพระนเรศวรทรงช้างเจ้าพระยาไชยานุภาพ ส่วนพระมหาอุปราชาทรงช้างพลายพัทธกอ
เมื่อเข้าชนกันพลายพัทธกอได้เปรียบทำให้พระมหาอุปราชาได้จังหวะจึงทรงฟันสมเด็จพระนเรศวรด้วยพระแสงของ้าวเต็มแรง สมเด็จพระนเรศวรทรงเบี่ยงพระองค์หลบ (เป็นมวย อิอิ) ทำให้พระแสงของ้าวฟันถูกพระมาลา (ขาดนิดหนึ่ง แสดงถึงความคมของพระแสงของ้าว) พระมาลานั้นถูกเรียกว่าพระมาลาเบี่ยง
     เมื่อเจ้าพระยาไชยานุภาพ ช้างทรงของสมเด็จพระนเรศวรได้ทีงัดพลายพัทธกอบ้าง สมเด็จพระนเรศวรทรงได้จังหวะจึงทรงฟันพระมหาอุปราชาด้วยพระแสงของ้าวเต็มแรง ทำให้พระมหาอุปราชาขาดสะพายแล่งทันทีสิ้นพระชนม์คาคอช้าง
     ส่วนตัวผู้เขียน (กฤษฎา) เคยไปที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ (กรุงเทพฯ) ไปเห็นข้อง้าวโบราณเข้าน่าจะจำลองจากพระแสงของ้าวของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช (นานแล้ว) เคยไปดูอีกครั้งเมื่อสักห้าปีที่แล้ว น่าเสียดายเขาปิดปรับปรุงส่วนนี้ไป เลยไม่ได้เห็น
     ที่พอจะจำได้ลักษณะคือเหมือนง้าวของกวนอูในสามก๊ก ไม่เหมือนในละครหรือหนังบางเรื่อง ซึ่งมีขนาดเล็กกว่า คือน้ำหนักน่าจะมากเมื่อฟันออกไปจึงทำให้ขาดสะพายแล่งได้ ความคมว่ากันว่าตอนลับเสร็จเมื่อเอาเส้นผมวางแล้วเป่าจะขาดทันที (คมมาก อิอิ) ไม่งั้นตัดพระมาลาไม่ได้เพราะพระมาลาทำจากหนังสัตว์มีความแข็งมาก
     ด้ามจับไม่ใช่ด้ามยาว ๆ อย่างเดียว แต่จะทำเดือยขึ้นสองชิ้นให้มือจับถนัด (มีระยะห่างพอสมควร) มือขวาจับด้านบนส่วนมือซ้ายจับด้านล่างเมื่อฟันออกไปจะเพิ่มความแรงได้มากขึ้นไปอีก
     ส่วนการรบด้วยพระแสงของ้าวน่าจะไม่กี่เพลงเพราะด้วยความหนักและความต้องการผลลัพธ์ที่รวดเร็ว อย่างในการศึกยุทธหัตถีครั้งนี้ ทรงฟันคนละครั้งก็เห็นผลทันที นับได้ว่าเป็นเกียรติยศของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และของคนไทยทั้งชาติที่ พระองค์ทรงชนะศึกในครั้งนี้
     ซึ่งการทำศึกยุทธหัตถีในระดับพระมหากษัตริย์ มีน้อยมากในประวัติศาสตร์ และถือว่าเป็นเกียรติประวัติอย่างสูงของการรบบนหลังช้าง และที่สำคัญสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงสามารถชนะการศึกในครั้งนี้ได้สำเร็จ

วันอาทิตย์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2562

เมื่อสุรกรรมาออกไล่ล่าสมเด็จพระนเรศวร


     
พระแสงปืนต้นข้ามแม่น้ำสะโตงจำลอง จากเว็บผู้จัดการออนไลน์
    
     เมื่อสุรกรรมานายทหารฝีมือดีถูกรับสั่งจากพระมหาอุปราชาอุปราชแห่งพม่าให้ออกไล่ติดตามทัพของสมเด็จพระนเรศวร ซึ่งกำลังกวาดต้อนครัวมอญเพื่อกลับไปฝั่งไทย(อยุธยา)และได้มาทันกันที่แม่น้ำสะโตง
     สมเด็จพระนเรศวรทรงตระหนักว่าจะต้องทรงทำอะไรสักอย่างเพื่อหยุดกองทัพพม่าไม่ให้ติดตามมา เมื่อทางทัพไทยและครัวมอญได้ข้ามฟากมาหมดแล้ว และได้ทำลายสะพานข้ามแม่น้ำสะโตง จึงมีรับสั่งให้หาพระแสงปืนต้นประจำพระองค์ซึ่งมีขนาดยาวมากเข้ามา แล้วทรงประทับยิงไปที่สุรกรรมาแม่ทัพพม่า กระสุนปืนโดนสุรกรรมาตายคาคอช้าง
     เหล่าทหารพม่าเห็นดังนั้นไม่กล้าตามและยกทัพกลับทันที นับได้ว่าเป็นกฤษดาภินิหารของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเลยทีเดียว เพราะแม่น้ำสะโตงค่อนข้างกว้างมาก พระแสงปืนต้นนี้จึงได้ชื่อว่า “พระแสงปืนต้นข้ามแม่น้ำสะโตง”

วันศุกร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2562

เมื่อลักไวทำมูหาญสู้สมเด็จพระนเรศวร


  
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาพจากเว็บพันทิพ
  
     สืบเนื่องจากวีรกรรมของสมเด็จพระนเรศวรจาก “พระแสงดาบคาบค่าย” จึงทำให้พระเจ้านันทบุเรงของพม่ามีรับสั่งให้ลักไวทำมูนายทหารฝีมือดีซึ่งชำนาญเพลงดาบและเพลงทวนจัดอยู่ในระดับครูฝึกทหารเลยทีเดียว โดยวางแผนให้นำทหารจำนวนน้อยเข้าล่อ ให้พระองค์ได้ตีเมื่อเข้ามาจนถึงที่ลักไวทำมูซุ่มรออยู่
     ลักไวทำมูเข้ามาจะจับพระองค์โดยควบม้าถือดาบเข้าใส่ สมเด็จพระนเรศวรจึงใช้พระแสงทวนแทงสวนใส่ลักไวทำมูทำให้ตายทันที  แต่พระองค์ยังถูกล้อม ต่อมาทหารติดตามได้มาถึง(และมีการต่อสู้กันอยู่พักหนึ่ง)จึงเสด็จกลับพระนคร แสดงให้เห็นว่าการต่อสู้แบบประชิดตัว พระองค์ทรงพระปรีชาสามารถเป็นอย่างยิ่ง
     สมเด็จพระนเรศวรนั้นทรงชำนาญการรบบนหลังม้า ทรงถนัดทั้งพระแสงดาบและพระแสงทวน ประกอบกับทรงมีพระปรีชาญาณในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดียิ่ง จึงนับว่าทรงเป็นพระมหากษัตริย์ยอดนักรบอย่างแท้จริง

อ้างอิงจากวิกิพีเดียสารานุกรมเสรีและข้อมูลในอินเตอร์เน็ต


วันเสาร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

สืบหาเจ้าพระฝาง

     ก๊กเจ้าพระฝาง เมืองอุตรดิษถ์เป็นก๊กใหญ่ก๊กหนึ่งในห้าก๊กที่ตั้งตัวเป็นอิสระปกครองกันเองในท้องถิ่น หลังจากกรุงศรีอยุธยาแตกเมื่อ พ.ศ.2310 อีกสี่ก๊กคือ ก๊กเจ้าพิมาย ก๊กเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช ก๊กเจ้าพิษณุโลก และ ก๊กสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
     เจ้าพระฝาง มีสถานภาพเป็นพระภิกษุ เหตุไฉนจึงสามารถตั้งก๊กได้ มีประวัติอย่างไร เป็นเรื่องที่ควรแก่การศึกษายิ่ง ผู้เขียนได้สืบหาเจ้าพระฝางจากพระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา ซึ่งได้บันทึกไว้ว่า

เจ้าพระฝาง จากหนังสือชยันโต

     เจ้าพระฝางเป็นพระสังฆราช เมืองสวางคบุรี (คือจังหวัดอุตรดิตถ์) เดิมชื่อว่า มหาเรือน ชาติภูมิเป็นชาวเหนือ แต่ลงมาเล่าเรียนพระไตรปิฏก ณ กรุง ได้สมณศักดิ์ที่พระพากุลเถระ อยู่ ณวัดศรีอโยธยา ภายหลังทรงพระกรุณาโปรดให้ตั้งขึ้นไปเป็นที่พระสังฆราช ณ เมืองสวางคบุรี มีสมัครพรรคพวกผู้คนนับถือมาก ครั้นรู้ว่ากรุงเสียแก่พม่าแล้ว จึงซ่องสุมผู้คนเข้าด้วยเป็นหลายเมือง ตั้งตัวขึ้นเป็นเจ้า แต่หาสึกเป็นคฤหัสถ์ไม่ คงอยู่ในสมณเพศ แต่งนุ่งห่มผ้าแดง (ย้อมด้วยไม้ฝาง) คนทั้งปวงเรียกว่าเจ้าพระฝาง บรรดาเจ้าเมือง กรมการหัวเมืองฝ่ายเหนือตั้งแต่เหนือเมืองพิษณุโลกขึ้นไป ก็กลัวเกรงนับถืออยู่ในอำนาจทั้งสิ้น ตั้งแต่เหนือเมืองพิษณุโลกขึ้นไปจนถึงเมืองน้ำปาด กระทั่งแดนลาวกับแควแม่น้ำปากพิงนั้น เป็นอาณาเขตข้างเจ้าพระฝาง เจ้าพระฝางแต่งตั้งนายทัพนายกองล้วนแต่เป็นพระสงฆ์ทั้งสิ้น คือ พระครูคิริมานนท์ พระครูเพชรัตน พระอาจารย์จันทร์ พระอาจารย์ทอง พระอาจารย์เกิด แต่ล้วนเป็นอลัชชีมิได้ละอายแก่บาปทั้งสิ้น

กองทัพของก๊กเจ้าพระฝางกำลังเดินทัพ วาดโดยหลวงสุวรรณสิทธิ์(สาย) จากหนังสือชยันโต

     พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขาได้สร้างภาพเจ้าพระฝางให้เป็นอลัชชี เพราะยังไม่ลาจากสมณเพศก็ออกรบลาฆ่าฟัน ดังมีข้อความตอนหนึ่งว่า “ลุศักราช 1132 ปีขาล โทศก (พ.ศ.2313) ถึง ณ เดือน 6 ฝ่ายเจ้าพระฝางซึ่งเป็นใหญ่ในหัวเมืองฝ่ายเหนือทั้งปวงนั้น ประพฤติพาลทุจริตศีลกรรมลามก บริโภคสุรา กับทั้งพวกสงฆ์อลัชชี ซึ่งเป็นนายทัพนายกองทั้งปวงนั้น และชวนกันกระทำมนุษยวิคหฆาฏกกรรมปาราชิก แล้วยังนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์อยู่หาละจากเพศสมณะไม่ แล้วเกณฑ์กองทัพให้ลงมาลาดตระเวณตีเอาข้าวปลาอาหารและเผาบ้านเรือนราษฎรเสียหลายตำบล จนถึงเมืองอุทัยธานี เมืองชัยนาท”

     ในปลายปีนั้นเอง กองทัพของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชก็สามารถยึดเมืองฝางได้ แม่ทัพนายกองสำคัญที่เคยเป็นพระภิกษุคู่ใจเจ้าพระฝางถูกจับได้เกือบหมด แต่ปรากฏว่า เจ้าพระฝางได้พาสมัครพรรคพวกหนีออกจากเมืองในเวลากลางคืนไปข้างทิศเหนือ แล้วเรื่องราวของท่านก็ไม่มีใครบันทึกไว้อีกเลยว่าไปอยู่ ณ ที่ใด มรณะภาพที่ไหน

ข้อมูลจากหนังสือ ชยันโต ฉบับปฐมฤกษ์ เดือน พ.ค. พ.ศ. 2547       

พระมหาเถรคันฉ่อง

  สมเด็จพระอริยวงษญาณ (พระมหาเถรคันฉ่อง)  ( ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) สะกดว่าคันฉอง ) เป็นพระ ภิกษุ ชาวมอญ ในรัชสมัย พระเจ้านันทบุเรง แห่งกรุง...