วันอังคารที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2562

เจ้าพระยาแสนพลพ่าย


     คือชื่อพระแสงของ้าวของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เมื่อครั้งศึกยุทธหัตถี(ชนช้าง)กับพระมหาอุปราชาของพม่า ที่หนองสาหร่าย ซึ่งครั้งนั้นสมเด็จพระนเรศวรทรงได้รับชัยชนะเหนือพระมหาอุปราชาของพม่า
     การศึกครั้งนั้นสมเด็จพระนเรศวรทรงช้างเจ้าพระยาไชยานุภาพ ส่วนพระมหาอุปราชาทรงช้างพลายพัทธกอ
เมื่อเข้าชนกันพลายพัทธกอได้เปรียบทำให้พระมหาอุปราชาได้จังหวะจึงทรงฟันสมเด็จพระนเรศวรด้วยพระแสงของ้าวเต็มแรง สมเด็จพระนเรศวรทรงเบี่ยงพระองค์หลบ (เป็นมวย อิอิ) ทำให้พระแสงของ้าวฟันถูกพระมาลา (ขาดนิดหนึ่ง แสดงถึงความคมของพระแสงของ้าว) พระมาลานั้นถูกเรียกว่าพระมาลาเบี่ยง
     เมื่อเจ้าพระยาไชยานุภาพ ช้างทรงของสมเด็จพระนเรศวรได้ทีงัดพลายพัทธกอบ้าง สมเด็จพระนเรศวรทรงได้จังหวะจึงทรงฟันพระมหาอุปราชาด้วยพระแสงของ้าวเต็มแรง ทำให้พระมหาอุปราชาขาดสะพายแล่งทันทีสิ้นพระชนม์คาคอช้าง
     ส่วนตัวผู้เขียน (กฤษฎา) เคยไปที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ (กรุงเทพฯ) ไปเห็นข้อง้าวโบราณเข้าน่าจะจำลองจากพระแสงของ้าวของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช (นานแล้ว) เคยไปดูอีกครั้งเมื่อสักห้าปีที่แล้ว น่าเสียดายเขาปิดปรับปรุงส่วนนี้ไป เลยไม่ได้เห็น
     ที่พอจะจำได้ลักษณะคือเหมือนง้าวของกวนอูในสามก๊ก ไม่เหมือนในละครหรือหนังบางเรื่อง ซึ่งมีขนาดเล็กกว่า คือน้ำหนักน่าจะมากเมื่อฟันออกไปจึงทำให้ขาดสะพายแล่งได้ ความคมว่ากันว่าตอนลับเสร็จเมื่อเอาเส้นผมวางแล้วเป่าจะขาดทันที (คมมาก อิอิ) ไม่งั้นตัดพระมาลาไม่ได้เพราะพระมาลาทำจากหนังสัตว์มีความแข็งมาก
     ด้ามจับไม่ใช่ด้ามยาว ๆ อย่างเดียว แต่จะทำเดือยขึ้นสองชิ้นให้มือจับถนัด (มีระยะห่างพอสมควร) มือขวาจับด้านบนส่วนมือซ้ายจับด้านล่างเมื่อฟันออกไปจะเพิ่มความแรงได้มากขึ้นไปอีก
     ส่วนการรบด้วยพระแสงของ้าวน่าจะไม่กี่เพลงเพราะด้วยความหนักและความต้องการผลลัพธ์ที่รวดเร็ว อย่างในการศึกยุทธหัตถีครั้งนี้ ทรงฟันคนละครั้งก็เห็นผลทันที นับได้ว่าเป็นเกียรติยศของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และของคนไทยทั้งชาติที่ พระองค์ทรงชนะศึกในครั้งนี้
     ซึ่งการทำศึกยุทธหัตถีในระดับพระมหากษัตริย์ มีน้อยมากในประวัติศาสตร์ และถือว่าเป็นเกียรติประวัติอย่างสูงของการรบบนหลังช้าง และที่สำคัญสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงสามารถชนะการศึกในครั้งนี้ได้สำเร็จ

วันอาทิตย์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2562

เมื่อสุรกรรมาออกไล่ล่าสมเด็จพระนเรศวร


     
พระแสงปืนต้นข้ามแม่น้ำสะโตงจำลอง จากเว็บผู้จัดการออนไลน์
    
     เมื่อสุรกรรมานายทหารฝีมือดีถูกรับสั่งจากพระมหาอุปราชาอุปราชแห่งพม่าให้ออกไล่ติดตามทัพของสมเด็จพระนเรศวร ซึ่งกำลังกวาดต้อนครัวมอญเพื่อกลับไปฝั่งไทย(อยุธยา)และได้มาทันกันที่แม่น้ำสะโตง
     สมเด็จพระนเรศวรทรงตระหนักว่าจะต้องทรงทำอะไรสักอย่างเพื่อหยุดกองทัพพม่าไม่ให้ติดตามมา เมื่อทางทัพไทยและครัวมอญได้ข้ามฟากมาหมดแล้ว และได้ทำลายสะพานข้ามแม่น้ำสะโตง จึงมีรับสั่งให้หาพระแสงปืนต้นประจำพระองค์ซึ่งมีขนาดยาวมากเข้ามา แล้วทรงประทับยิงไปที่สุรกรรมาแม่ทัพพม่า กระสุนปืนโดนสุรกรรมาตายคาคอช้าง
     เหล่าทหารพม่าเห็นดังนั้นไม่กล้าตามและยกทัพกลับทันที นับได้ว่าเป็นกฤษดาภินิหารของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเลยทีเดียว เพราะแม่น้ำสะโตงค่อนข้างกว้างมาก พระแสงปืนต้นนี้จึงได้ชื่อว่า “พระแสงปืนต้นข้ามแม่น้ำสะโตง”

วันศุกร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2562

เมื่อลักไวทำมูหาญสู้สมเด็จพระนเรศวร


  
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาพจากเว็บพันทิพ
  
     สืบเนื่องจากวีรกรรมของสมเด็จพระนเรศวรจาก “พระแสงดาบคาบค่าย” จึงทำให้พระเจ้านันทบุเรงของพม่ามีรับสั่งให้ลักไวทำมูนายทหารฝีมือดีซึ่งชำนาญเพลงดาบและเพลงทวนจัดอยู่ในระดับครูฝึกทหารเลยทีเดียว โดยวางแผนให้นำทหารจำนวนน้อยเข้าล่อ ให้พระองค์ได้ตีเมื่อเข้ามาจนถึงที่ลักไวทำมูซุ่มรออยู่
     ลักไวทำมูเข้ามาจะจับพระองค์โดยควบม้าถือดาบเข้าใส่ สมเด็จพระนเรศวรจึงใช้พระแสงทวนแทงสวนใส่ลักไวทำมูทำให้ตายทันที  แต่พระองค์ยังถูกล้อม ต่อมาทหารติดตามได้มาถึง(และมีการต่อสู้กันอยู่พักหนึ่ง)จึงเสด็จกลับพระนคร แสดงให้เห็นว่าการต่อสู้แบบประชิดตัว พระองค์ทรงพระปรีชาสามารถเป็นอย่างยิ่ง
     สมเด็จพระนเรศวรนั้นทรงชำนาญการรบบนหลังม้า ทรงถนัดทั้งพระแสงดาบและพระแสงทวน ประกอบกับทรงมีพระปรีชาญาณในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดียิ่ง จึงนับว่าทรงเป็นพระมหากษัตริย์ยอดนักรบอย่างแท้จริง

อ้างอิงจากวิกิพีเดียสารานุกรมเสรีและข้อมูลในอินเตอร์เน็ต


วันเสาร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

สืบหาเจ้าพระฝาง

     ก๊กเจ้าพระฝาง เมืองอุตรดิษถ์เป็นก๊กใหญ่ก๊กหนึ่งในห้าก๊กที่ตั้งตัวเป็นอิสระปกครองกันเองในท้องถิ่น หลังจากกรุงศรีอยุธยาแตกเมื่อ พ.ศ.2310 อีกสี่ก๊กคือ ก๊กเจ้าพิมาย ก๊กเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช ก๊กเจ้าพิษณุโลก และ ก๊กสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
     เจ้าพระฝาง มีสถานภาพเป็นพระภิกษุ เหตุไฉนจึงสามารถตั้งก๊กได้ มีประวัติอย่างไร เป็นเรื่องที่ควรแก่การศึกษายิ่ง ผู้เขียนได้สืบหาเจ้าพระฝางจากพระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา ซึ่งได้บันทึกไว้ว่า

เจ้าพระฝาง จากหนังสือชยันโต

     เจ้าพระฝางเป็นพระสังฆราช เมืองสวางคบุรี (คือจังหวัดอุตรดิตถ์) เดิมชื่อว่า มหาเรือน ชาติภูมิเป็นชาวเหนือ แต่ลงมาเล่าเรียนพระไตรปิฏก ณ กรุง ได้สมณศักดิ์ที่พระพากุลเถระ อยู่ ณวัดศรีอโยธยา ภายหลังทรงพระกรุณาโปรดให้ตั้งขึ้นไปเป็นที่พระสังฆราช ณ เมืองสวางคบุรี มีสมัครพรรคพวกผู้คนนับถือมาก ครั้นรู้ว่ากรุงเสียแก่พม่าแล้ว จึงซ่องสุมผู้คนเข้าด้วยเป็นหลายเมือง ตั้งตัวขึ้นเป็นเจ้า แต่หาสึกเป็นคฤหัสถ์ไม่ คงอยู่ในสมณเพศ แต่งนุ่งห่มผ้าแดง (ย้อมด้วยไม้ฝาง) คนทั้งปวงเรียกว่าเจ้าพระฝาง บรรดาเจ้าเมือง กรมการหัวเมืองฝ่ายเหนือตั้งแต่เหนือเมืองพิษณุโลกขึ้นไป ก็กลัวเกรงนับถืออยู่ในอำนาจทั้งสิ้น ตั้งแต่เหนือเมืองพิษณุโลกขึ้นไปจนถึงเมืองน้ำปาด กระทั่งแดนลาวกับแควแม่น้ำปากพิงนั้น เป็นอาณาเขตข้างเจ้าพระฝาง เจ้าพระฝางแต่งตั้งนายทัพนายกองล้วนแต่เป็นพระสงฆ์ทั้งสิ้น คือ พระครูคิริมานนท์ พระครูเพชรัตน พระอาจารย์จันทร์ พระอาจารย์ทอง พระอาจารย์เกิด แต่ล้วนเป็นอลัชชีมิได้ละอายแก่บาปทั้งสิ้น

กองทัพของก๊กเจ้าพระฝางกำลังเดินทัพ วาดโดยหลวงสุวรรณสิทธิ์(สาย) จากหนังสือชยันโต

     พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขาได้สร้างภาพเจ้าพระฝางให้เป็นอลัชชี เพราะยังไม่ลาจากสมณเพศก็ออกรบลาฆ่าฟัน ดังมีข้อความตอนหนึ่งว่า “ลุศักราช 1132 ปีขาล โทศก (พ.ศ.2313) ถึง ณ เดือน 6 ฝ่ายเจ้าพระฝางซึ่งเป็นใหญ่ในหัวเมืองฝ่ายเหนือทั้งปวงนั้น ประพฤติพาลทุจริตศีลกรรมลามก บริโภคสุรา กับทั้งพวกสงฆ์อลัชชี ซึ่งเป็นนายทัพนายกองทั้งปวงนั้น และชวนกันกระทำมนุษยวิคหฆาฏกกรรมปาราชิก แล้วยังนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์อยู่หาละจากเพศสมณะไม่ แล้วเกณฑ์กองทัพให้ลงมาลาดตระเวณตีเอาข้าวปลาอาหารและเผาบ้านเรือนราษฎรเสียหลายตำบล จนถึงเมืองอุทัยธานี เมืองชัยนาท”

     ในปลายปีนั้นเอง กองทัพของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชก็สามารถยึดเมืองฝางได้ แม่ทัพนายกองสำคัญที่เคยเป็นพระภิกษุคู่ใจเจ้าพระฝางถูกจับได้เกือบหมด แต่ปรากฏว่า เจ้าพระฝางได้พาสมัครพรรคพวกหนีออกจากเมืองในเวลากลางคืนไปข้างทิศเหนือ แล้วเรื่องราวของท่านก็ไม่มีใครบันทึกไว้อีกเลยว่าไปอยู่ ณ ที่ใด มรณะภาพที่ไหน

ข้อมูลจากหนังสือ ชยันโต ฉบับปฐมฤกษ์ เดือน พ.ค. พ.ศ. 2547       

วันเสาร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2561

พระพักตร์พระเจ้าตาก


ภาพจากวัดลุ่ม

     ในปี พ.ศ.2447 ความว่า….คุณยายทองปาน ภู่สุวรรณ ขณะนั้นท่านได้ป่วยอยู่ แล้วได้ฝันไปว่าสมเด็จพระเจ้าตากสิน มาบอกว่าพระองค์ไม่มีที่ประทับให้คุณยายเป็นธุระให้ด้วย คุณยายทองปานฯจึงได้มาปรึกษาพระอธิการผลิเจ้าอาวาส ท่านจึงได้แนะนำให้คุณยายทองปานฯสร้างศาลาที่ประทับถวายแด่พระองค์เพื่อให้ประชาชนได้สักการบูชาและ เพื่อเป็นการเพิ่มพูนกุศล ให้คุณยายทองปานอีกทางหนึ่งด้วย คุณยายฯจึงร่วมกับชาวระยองสร้างศาลเป็นไม้ ถวายแด่พระองค์ข้างต้นสะดือ ที่พระองค์ทรงผูกช้างและชอบเสด็จมาประทับในอดีตเมื่อครั้ง ประทับอยู่ที่เมืองระยองพร้อมทั้งหล่อพระบรมรูปทองเหลืองประทับยืนสูง 70 ซม.ไว้เป็นเครื่องสักการะ โดยก่อนทำการหล่อพระบรมรูปนั้น ได้ให้จิตรกรวาดพระบรมสาทิสลักษณ์ต้นแบบขึ้นมาก่อน โดยจิตรกรนั้น ก็วาดเอาตามจินตนาการในความฝันของคุณยายทองปาน


ภาพสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราข ที่วัดลุ่ม

ขอบคุณข้อมูลจาก http://prungnee.com


วันอาทิตย์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

สมเด็จพระบรมราชาที่ 3


สมเด็จพระบรมราชาที่ 3 (พ.ศ.2301-2310)
     สมเด็จพระบรมราชาที่ 3 พระที่นั่งสุริยามรินทร์ หรือพระเจ้าเอกทัศ เสด็จขึ้นครองราชสมบัติในเวลาต่อมา ภายหลังการมอบราชสมบัติจากพระอนุชา แต่ข้าราชการไม่สามัคคีกัน
     ทางด้านพม่ามี มังอองใจยะได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์ ทรงพระนามว่าพระเจ้าอลองพญา แล้วสร้างเมืองรัตนสิงค์เป็นราชธานี มีผู้คนชาวพม่ามาเข้าด้วยมาก แล้วปราบได้เมืองอังวะ  เมืองแปร และเมืองหงสาวดี ตามลำดับ
     ปี พ.ศ.2302 พระเจ้าอะลองพญา ให้มังระราชบุตรคุมทัพ 8000 มาตีเมืองทวายได้แล้ว เลยมาตีตะนาวศรี และมะริด ได้อีก จึงมีรับสั่งให้เตรียมกองทัพที่เมืองตะนาวศรี ให้มังระราชบุตรเป็นทัพหน้า พระเจ้าอลองพญาเป็นทัพหลวง แล้วยกเข้ามาทางด่านสิงขร
     ทัพไทยไม่สามารถต้านพม่าได้ เนื่องจากการข่าวไม่ดีทำให้จัดทัพรับพม่าไม่ตรงจุด จึงถอยมาที่กรุงศรีอยุธยา พระเจ้าเอกทัศจึงมีรับสั่งให้ไปเชิญสมเด็จพระอนุชาลาผนวช แล้วมอบราชการทั้งปวงให้ทรงบังคับบัญชาต่างพระองค์
     พระเจ้าอุทุมพรจึงมีรับสั่งจัดทัพพล 20000 ให้พระยามหาเสนาเป็นแม่ทัพ ยกออกไปตั้งรับข้าศึกที่บ้านทุ่งนาตาลาน ติดกับสุพรรณบุรี แต่ไม่สามารถต้านทัพพม่าได้ ถูกตีแตกกระเจิงโดยเจ้าพระยามหาเสนาตายในสนามรบ
     พระเจ้าอลองพญาจึงให้เคลื่อนทัพเข้าล้อมกรุงศรีอยุธยา ต่อมาพม่าเอาปืนใหญ่มาตั้ง ณ วัดราชพลี วัดกษัตรา ยิงเข้าไปในพระนคร พระเจ้าอุทุมพรทรงช้างพระที่นั่งเสด็จไปบัญชาการให้เจ้าหน้าที่ยิงปืนป้อมตอบโต้พม่า ยิงกันอยู่จนเวลาเย็นพม่าก็เลิกทัพกลับไปค่าย
     ถึงเดือนหกพม่าเอาปืนใหญ่มาตั้งจังก้าที่หน้าวัดพระเมรุราชิการาม และวัดช้าง ระดมยิงเข้าไปในพระราชวังทั้งกลางวันกลางคืน ลูกปืนถูกยอดพระที่นั่งสุริยาสน์อัมรินทร์หักทำลายลงวันนั้นพระเจ้าอลองพญามาทรงบัญชาการและจุดปืนใหญ่เอง เผอิญปืนใหญ่แตกถูกพระองค์ประชวรบาดเจ็บสาหัส วันรุ่งขึ้นพม่าก็เลิกทัพกลับขึ้นไปทางเหนือโดยด่วน กลับออกไปทางด่านแม่ละเมา แต่ไปยังไม่พ้นแดนเมืองตาก พระเจ้าอลองพญาก็สิ้นพระชนม์ในกลางทาง
     ทางด้านกรุงศรีอยุธยาหลังจากพม่ายกทัพกลับ ก็ลงมือซ่อมแซมพระนครป้อมปราการต่าง ๆ ให้ดีดังเก่า แต่ข้าราชการยังแตกความสามัคคี
     อยู่มาวันหนึ่งเพลากลางคืน มีพระราชโองการให้หาพระอนุชาธิราชเข้าเฝ้าถึงที่ข้างใน ครั้นเสด็จเข้าไป ทอดพระเนตรเห็นพระเจ้าพี่ถอดพระแสงดาบพาดพระเพลาอยู่ ก็เข้าพระทัยว่าทรงรังเกียจจะทำร้าย มิให้อยู่ในฆราวาส จึงเสด็จกลับออกมา ณ ที่ข้างหน้า
     ครั้นถึงเดือนแปด จึงเสด็จลงเรือพระที่นั่งออกไป ณ วัดโพธิ์ทองคำหยาด ทรงพระผนวชแล้วเสด็จกลับเข้ามาอยู่ ณ วัดประดู่ดังแต่ก่อน
     ทางด้านพม่าเมื่อพระเจ้าอลองพญาสวรรคต พระเจ้าปวรมหาธรรมราชา (มังลอก) ขึ้นครองราชย์ต่อจากพระบิดาในปี พ.ศ.2303 และครองราชย์ได้ 4 ปี จึงสิ้นพระชนม์ในปี พ.ศ.2306 พระเจ้าศิริสุธรรมมหาราชาธิบดี (มังระ) ขึ้นครองราชย์ต่อมา (ช่วงนั้นได้ปราบกบฏอยู่หลายปีจนราบคาบ)
     ปี พ.ศ.2308 พระเจ้ามังระมีรับสั่งให้เนเมียวสีหบดีเป็นแม่ทัพใหญ่ยกเข้ามาทางเหนือจากเมืองเชียงใหม่ ให้มังมหานรธายกกองทัพเข้ามาตีเมืองทวาย เสร็จแล้วให้เข้ามาตีหัวเมืองปักษ์ใต้ ซึ่งก็ตีได้อย่างง่ายดาย และผ่านมาถึงแขวงเมืองราชบุรี มังมหานรธายกกองทัพครั้งนั้นมีพล 30000 ได้มายั้งทัพรอที่บ้านสีกุกแขวงเมืองสุพรรณบุรี
     ทางด้าน เนเมียวสีหบดีแม่ทัพใหญ่ยกทัพมาทางเหนือ มีเพียงเมืองตากที่ต่อสู้แต่ทานกำลังมิได้ แต่ต้องใช้เวลาต่อสู้กับ ชาวบ้านบางระจันอยู่ประมาณ 5 เดือน (ขอยกย่องในวีรกรรมที่กล้าหาญของชาวบ้านบางระจัน) จึงลงมารวมพลกับกองทัพของมังมหานรธาได้ โดยได้ตั้งทัพแบบไม่ประชิดพระนครเพื่อรอทัพหนุนจากพระเจ้ามังระจะส่งมาสมทบ ต่อมามังมหานรธาได้ล้มป่วยลงและถึงแก่ความตายที่ค่ายสีกุก และเนเมียวสีหบดีจึงขึ้นเป็นแม่ทัพใหญ่เพียงผู้เดียว
     สงครามในครั้งนี้ไทยได้สู้รบกับพม่าหลายครั้งและสุดท้ายไทยก็ได้พ่ายแพ้ต่อสงคราม ดังมีการบันทึกไว้ดังนี้
     ครั้นถึงวันอังคาร เดือน 5 ขึ้น 9 ค่ำ ปีกุน พ.ศ. 2310 เป็นวันเนาสงกรานต์ เพลาบ่าย 3 โมง พม่าก็จุดไฟสุมรากกำแพงเมือง ตรงหัวรอริมป้อมมหาไชย และยิงปืนระดมเข้าไปในพระนครจากบรรดาค่ายต่าง ๆ ที่รายล้อมทุก ๆ ค่าย พอเพลาพลบค่ำ 8 นาฬิกา กำแพงเมืองตรงที่เอาไฟสุมทรุดลง แม่ทัพพม่าก็ยิงปืนเป็นสัญญาณให้เข้าปีน ปล้นพระนคร พร้อมกันทุกด้าน
     พวกพม่าเอาบันไดพาดปีนเข้าได้ตรงที่กำแพงทรุดนั้นก่อนชาวพระนครที่รักษาหน้าที่เหลือกำลังจะต่อสู้ พม่าก็เข้าพระนครได้ในเวลาค่ำวันนั้นทุก ๆ ด้าน ทุก ๆ ทาง นับเวลาที่พม่ายกมาตั้งล้อมพระนครศรีอยุธยา 1 ปี กับ 1 เดือน จึงเสียกรุงศรีอยุธยาให้กับพม่า
     ส่วนพระเจ้าเอกทัศพวกพม่าได้ไปพบที่บ้านจิก เวลานั้นได้อดพระอาหารมามากกว่า 10 วันพอรับเสด็จไปถึงค่ายโพธิ์สามต้นก็สวรรคต

จบแล้วนะครับ สำหรับบทความเรื่องพระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา ผมได้รวบรวมจากหนังสือสี่เล่มคือ
     1.เกร็ดพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา พิมพ์ครั้งที่สี่ โดยลำจุล ฮวบเจริญ
     2.อยุธยา ประวัติศาสตร์และการเมือง พิมพ์ครั้งที่สี่ โดยชาญวิทย์ เกษตรศิริ
     3.บัลลังก์เลือดกษัตริย์กรุงศรี พิมพ์ครั้งที่สอง โดยแสงเทียน ศรัทธาไทย
     4.พระประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระนิพนธ์สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ

     โดยการรวบรวมจะเน้นความกระชับ รายละเอียดอาจไม่มากพอ แต่ได้ใจความ ผมไม่คัดลอกมาทั้งดุ้น แต่จะคัดเอาตอนที่น่าสนใจและจะแทรกเนื้อหาใหม่ ๆ ที่ได้เจอมาเข้าไปเพิ่มเติม ศักราชผมใช้ฉบับหลวงประเสริฐ และสอบศักราชเป็นบางรัชกาลที่ไม่ชัดเจน แต่ไม่เป็นบทสรุปนะครับ เพราะศักราชไม่ค่อยตรงกันอยู่แล้วในพงศาวดาร เวลาติดขัดผมก็จะเข้าไปดูที่เว็บวิกิพีเดียสารานุกรมเสรี ขอขอบคุณหนังสือทั้งสี่เล่มและวิกิพีเดียสารานุกรมเสรีมากครับ และขอบคุณสำหรับการติดตามครับ ก่อนจากกันขอฝากเพลง อยุธยาเมืองเก่า เพื่อรำลึกถึงกรุงศรีอยุธยา

     อยุธยา เมืองเก่าของเราแต่ก่อน
จิตใจอาวรณ์ มาเล่า สู่กันฟัง
อยุธยา แต่ก่อน นี้ยัง
เป็นดังเมืองทอง ของพี่น้อง เผ่าพงศ์ไทย
เดี๋ยวนี้ ซิเป็นเป็นเมืองเก่า
ชาวไทยแสนเศร้า ถูกข้าศึกรุกราน
ชาวไทย ทุกคนหัวใจร้าวราน
ข้าศึกเผาผลาญ แหลกราญ วอดวาย
เราชน ชั้นหลังฟังแล้วเศร้าใจ
อนุสรณ์ เตือนให้ ชาวไทยคงมั่น
สมัครสมาน ร่วมใจกันสามัคคี
คงจะไม่มี ใครกล้า ราวีชาติไทย

เนื้อเพลงโดยหม่อมหลวงขาบ กุลชร ณ.อยุธยา











วันเสาร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร


สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร (พ.ศ.2301)
      หรือ กรมขุนพรพินิจ (ขุนหลวงหาวัด) เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าบรมโกศ และเป็นพระอนุชาเจ้าฟ้าเอกทัศก่อนเสด็จขึ้นครองราชสมบัติ มีรับสั่งให้สำเร็จโทษเจ้าสามกรม คือ กรมหมื่นจิตรสุนทร กรมหมื่นสุนทรเทพ และ กรมหมื่นเสพภักดี ซึ่งเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าบรมโกศ ชั้นพระองค์เจ้า ข้อหาก่อการกบฏ

     ภายหลังพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์แล้ว เจ้าฟ้าเอกทัศพระเชษฐา มีพระทัยปรารถนาราชสมบัติ เสด็จขึ้นอยู่บนพระที่นั่งสุริยามรินทร์ สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินมิรู้จะทำประการใด ต่อมาพระองค์จึงถวายราชสมบัติให้พระเชษฐาแล้วออกทรงผนวช ทรงอยู่ในราชสมบัติ 10 วัน

พระมหาเถรคันฉ่อง

  สมเด็จพระอริยวงษญาณ (พระมหาเถรคันฉ่อง)  ( ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) สะกดว่าคันฉอง ) เป็นพระ ภิกษุ ชาวมอญ ในรัชสมัย พระเจ้านันทบุเรง แห่งกรุง...